Breaking News

พรีเมียร์ลีก : เลสเตอร์ – วูล์ฟส์

ทั้งเข้าและพลาด! วาร์ดี้กดจุดโทษเลสเตอร์เชือดวูล์ฟส์ 1-0 เจมี วาร์ดี้ ยิงจุดโทษเข้าไป 1 ลูก รวมทั้งพลาดอีก 1 ลูก ในเกมที่เลสเตอร์เปิด คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม เก็บชัยเหนือวูล์ฟส์ พรีเมียร์ลีก 2020-2021 ประจำโปรแกรมอาทิตย์ที่ 8 เป็นการพบกันระหว่าง เลสเตอร์ สิตี้ เปิดรังเหย้า คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ต้อนรับการมาเยี่ยมของ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส เบรนดินแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีมเจ้าของบ้าน เลือกจัดกองทัพมาในระบบ 3-4-3 ด้วยการใช้สามประสานแผงเกมรุกเป็น เดนนิส ปราต, เจมี วาร์ดี้ รวมทั้ง เจมส์ แม็ดดิสัน ด้านกลุ่มเยี่ยมของ นูโน เอสปิริโต้ ซานโต้ วางหมากมาในแผน 3-4-3 เช่นเดียวกัน โดยใช้สามแนวรุกเป็น ดาเนียล โพเดนซ์, ราอูล ฮิเมเนซ รวมทั้ง เปโดร เนโต้ เริ่มเกมได้ 15 นาที เป็นฝั่งของเลสเตอร์มาได้จุดโทษ จากจังหวะที่ เดนนิส ปราต เปิดบอลไปโดนแขนของ แม็กซ์ คิลแมน ซึ่งผู้ตัดสินมองไม่เห็นเหตุในทีแรก ก่อนที่จะวิ่งไปดูรีเพลย์ที่หน้าจอ VAR ข้างสนาม รวมทั้งเป่าให้เป็นจุดโทษ ก่อนที่จะเป็น วาร์ดี้ ฆ่าไม่พลาด ส่งให้จิ้งจอกประเทศไทยขึ้นนำ 1-0 แล้วต่อจากนั้นนาทีที่ 39 สมัยก่อนแชมป์เมื่อปี 2016 มาได้จุดโทษอีกที จากจังหวะที่ เจมส์ จัสติน ไปโดน รายาน ไอต์ นูริ เสียบสกัดล้มลงไป ทว่าตอนนี้ วาร์ดี้ กลับฆ่าไปติดเซฟ รุย ปารทริสิโอ แล้วเด้งมาโดนตัวเขาเองออกหลุดกรอบออกไป ทำให้จบ 45 นาทีแรกยังเป็นเจ้าของบ้านที่นำอยู่ 1-0 ครึ่งหลังไม่มีประตูเกิดขึ้นเพิ่มอีกแต่อย่างใด ทำให้ในที่สุดจบเกมเป็นเลสเตอร์ สิตี้ชนะไป 1-0 เก็บเพิ่มเป็น 18 แต้ม ขยับขึ้นไปรั้งผู้นำฝูงชั่วคราว ส่วนวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์สอยู่อันดับ 8 ยังมี 13 แต้มเหมือนเดิม รายชื่อนักเตะทั้งคู่กลุ่ม เลสเตอร์ สิตี้ (3-4-3) : แคสเปอร์ ชไมเคิล; เวสลีย์ โฟฟานา, จอนนี อีแวนส์, คริสเตียน ฟุคส์; เจมส์ จัสติน, น็อมปาลิส เมนดี้, ยูริ ตีเลอมันส์, ลุค โธมัส (มาร์ค อัลไบรท์ตัน น.46); เดนนิส ปราต (เวส มอร์แกน น.80), เจมี วาร์ดี้, เจมส์ แม็ดดิสัน...

ไม่ค่อย’เฮฟวี่’เท่าไหร่! สิ่งที่อยากบอกหลังแมนซิตี้เจ๊าลิเวอร์พูล

หลังจากชมศึกอภิมหายุทธ์ระหว่าง แมนฯ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูล ที่ลงเอยด้วยการเสมอกัน 1-1 จบแล้ว ผู้มีจิตเลื่อมใสในอสุรกายแดงอย่างผมต้องการจะบอกว่า... 1. เจอร์เก้น คล็อปป์ จัดกลุ่มได้บ้าเลือดดีนะขอรับ ในเมื่อคนนั้นก็ชอบ คนนี้ก็รักว่าและจากนั้นก็ส่งแม่งลงทั้ง โรแบร์โต้ ฟีร์ไม่โน่ กับ ดิโอเก๋ โชต้า พร้อมกันไปเลย ดูผิวเผินเสมือนปรับระบบเป็น 4-2-3-1 ให้จอมบุกแซมบ้าเป็นหน้าต่ำ โม ซาลาห์ หน้าเป้า ประกบข้างด้วยศูนย์หน้าตัวใหม่ และ ซาดิโอ มาเน่ แต่ว่าสิ่งที่มองเห็นบนฟลอร์ต้นหญ้าเสมือนเป็น 4-4-2 หรือ 4-2-4 ซะมากกว่า เหตุเพราะนักเตะที่เด็กหงส์เรียกอย่างน่ารักน่าตบว่า 'บ๊อบบี้' มิได้ลงต่ำมาช่วยเกมในแดนกลางสักเท่าไหร่ ADVERTISEMENT เท่านั้นไม่พอ ฟูลแบ็คทั้ง 2 ข้างก็ประพฤติเสมือนเป็นปีกอยู่แล้ว แสดงว่าเวลารุก พวกพี่ๆเขาจะดาหน้ากันขึ้นไปเป็นแผงถึง 6 ตัว !!! 2. อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นจริงนั้นไม่เหมือนกัน เพราะว่าผมมีความรู้สึกว่าจัดตัวแบบงี้ 'หงส์แดง' เจตนา 'เอาตาย' แน่นอนเอาตายด้วยวิธีการเล่นแบบ เฮฟวี่ เมทั่ล - บีบสูงพลางเพรสซิ่งอย่างคลุ้มคลั่ง ทว่าความเป็นจริงที่เกิดขึ้นคือ ลิเวอร์พูล มิได้เล่นเกมรุกในจังหวะโลหะหนัก เหตุที่ไม่กล้า 'เฮฟวี่' สักเท่าไหร่ เข้าใจว่าอาจจะเกรงศักดิ์ศรีของเจ้าถิ่นที่ไม่ใช่ เชฟฯ ยูไนเต็ด หรือ เวสต์แฮม นะโว้ย ถ้าเกิดข้างหลังดันขึ้นสูงเหลือเกิน แถมบีบเขาไม่จนจะแปลงเป็นการเปิดพื้นที่ว่างในแดนข้างหลังให้คู่แข่งขันมากจนเกินไป 3. ช่วง 15 นาทีแรก พรรคพวกหงส์แดงเล่นได้ดียิ่งไปกว่าแจ้งชัด แถมความไม่ระมัดระวังของ ไคล์ วอล์คเกอร์ ยังช่วยให้พวกเขาขึ้นนำจากจุดโทษอีกต่างหาก - ช่วงนั้นดูเช่นไร แมนฯ ซิตี้ ก็ไม่น่ารอด เพราะว่านอกเหนือจากจะบุกไม่ขึ้น ยังดูเกร็งๆอีกต่างหาก เทียวไปเทียวมาแปลงเป็นแชมป์เก่านี่แหละที่แผ่วไปเอง แล้วถอยมาเล่นแบบคุมพื้นที่ ขณะที่แดนกลางของกลุ่มเรือใบเหนือกว่า เพราะว่ามีมิดฟิลด์ตัวกลางมากกว่าจนตีเสมอได้วำเร็จ โชคร้ายที่ เควิน เดอ บรอยน์ ยิงจุดโทษพลาด ว่าแล้วคิดถึงเกมนี้ เมื่อ 2 ฤดูกาลก่อนที่ แอนฟิลด์ ทั้ง 2 กลุ่มเล่นให้ถี่ถ้วนแบบงี้ล่ะ ก่อน แมนฯ ซิตี้ มาได้จุดโทษในนาทีในที่สุดแล้ว ริยาด ภูติเรซ ตะบันลูกลอยล่องไปในอวกาศ แม้ว่าจะไปไม่ถึงดวงจันทร์ แต่ว่าก็ตกอยู่ท่ามกลางดวงดาว...ถ่มยย 4. ลิเวอร์พูล เล่นแบบเน้นผลแจ้งชัด มีความรู้สึกว่าล้วง 1 แต้มออกมาจาก อิสต์แลนด์สได้ก็ไม่น่าเกลียด ขณะที่ แมนฯ...